|
![]() |
| บีเอสเอแจงไตรมาสแรก ยอดละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ไทยพุ่ง | |
| จากการตรวจค้นและจับกุม พบโรงงานขนาดใหญ่ บริษัทออกแบบใช้ซอฟต์แวร์เถื่อน คิดเป็นความเสียหายถึง 56.8 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนหน้าเกือบ 14 ล้านบาท... เมื่อวันที่ 10 พ.ค. กลุ่มพันธมิตรธุรกิจซอฟต์แวร์ (บีเอสเอ) เปิดเผยผลศึกษาการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ทั่วโลกในช่วงไตรมาสที่ 1/2553 จากพยานหลักฐาน การสืบเสาะ เบาะแส และการร้องเรียนจากเจ้าของสิทธิ์ ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ได้ตรวจค้นและจับกุมองค์กรธุรกิจที่ละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ โดยพบการละเมิดลิขสิทธิ์ คิดเป็นมูลค่าถึง 56.8 ล้านบาท นอกจากนี้ การเข้าตรวจค้นซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์เมื่อช่วงปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่พบการละเมิดลิขสิทธิ์ภายโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ จ.สมุทรปราการ มูลค่ากว่า 13.1 ล้านบาท ส่วนการเข้าตรวจค้นและจับกุมการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ภายในไตรมาสแรกของปีนี้ ยังอยู่ในระดับเดียวกับ 2 ปีที่ผ่านมา โดยปี 2552 เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ คิดเป็นมูลค่ากว่า 43 ล้านบาท ส่วนปี 2551 มีมูลค่าอยู่ที่ 56 ล้านบาท น.ส.วารุณี รัชตพัฒนากุล ที่ปรึกษาของกลุ่มพันธมิตรธุรกิจซอฟต์แวร์ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ผลการจับกุมในไตรมาสแรกนี้ ตอกย้ำว่าบริษัทละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์และฝ่าฝืนกฎหมาย ต้องถูกจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมายลิขสิทธิ์ทั้งสิ้น โดยบริษัทที่ถูกตรวจค้นและจับกุมข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ในไตรมาสที่ 1/2553 ได้แก่ โรงงานขนาดใหญ่ที่มีฐานลูกค้าอยู่ทั่วโลก บริษัทออกแบบและรับเหมาก่อสร้าง โรงงานผลิตอะไหล่และชิ้นส่วนหลายแห่ง นักพัฒนาเกมส์ บริษัทออกแบบตกแต่งภายใน สำนักงานสถาปนิก รวมถึงบริษัทออกแบบแอนิเมชันและกราฟฟิกหลายแห่ง ทั้งนี้ ผู้ที่รายงานการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ผ่านสายด่วน โทร.02-714-1010 หรือเว็บไซต์ (www.stop.in.th) มีสิทธิ์ได้รับรางวัลสูงสุดถึง 250,000 บาท โดยข้อมูลของผู้รายงานจะถูกรักษาไว้เป็นความลับ. ขอบคุณที่มาจาก หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ |
|
| โดย Janya เมื่อ 11-05-2010 11:29:51 | |
| - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - | |
| ม็อบซามือถือเปิดศึก!เปิดตัวรุ่นใหม่เพียบ | |
| แม้ม็อบเสื้อแดงปิดสี่แยกราชประสงค์(เตรียมสลายม็อบหลังรับหลักการปรองดอง 5 ข้อจากรัฐบาลมาร์ค) ส่งผลให้ผู้ประกอบการในย่านดังกล่าวต้องปิดกิจการชั่วคราว แต่ทว่าผู้ผลิตโทรศัพท์เคลื่อนที่กลับไม่หวั่นโดยในไตรมาสที่สองบรรดาผู้ประกอบการมือถือได้เปิดตัวโทรศัพท์เคลื่อนที่รุ่นใหม่ลงตลาด ไม่สนม็อบเสื้อแดง เหตุที่บรรดาผู้ผลิตโทรศัพท์เคลื่อนที่เปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่ในไตรมาสสอง เป็นเพราะเมื่อพลิกดูตัวเลขยอดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในไตรมาสแรกของปีนี้คือ 294.9 ล้านเครื่อง สูงกว่า 242 ล้านเครื่องในไตรมาสแรกปี 2009 ซึ่งถือว่าลดลงจากไตรมาสปี 2008 เพราะพิษเศรษฐกิจ โดยไอดีซีคาดว่า อัตราการเติบโตในปี 2010 จะอยู่ที่ราว 11% สำหรับ โนเกีย ยังคงเป็นผู้นำในตลาดโลกด้วยตัวเลขจัดส่งโทรศัพท์ 108 ล้านเครื่องในไตรมาสแรกของปี ขณะที่ ซัมซุง รั้งตำแหน่งอันดับที่ 2 ด้วยยอด 64 ล้านเครื่อง อันดับที่ 3 คือแอลจีอิเล็กทรอนิกส์ 27 ล้านเครื่อง อันดับที่ 4 และ 5 คืออาร์ไอเอ็มและโซนี่อีริคสันด้วยยอด 10.6 ล้านเครื่อง และ 10.5 ล้านเครื่อง *** โนเกีย ชูซิมเบียน สำหรับผู้ผลิตที่มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับหนึ่งของโลกอย่าง โนเกีย ในขณะนี้ได้เปิดตัวโทรศัพท์เคลื่อนที่โนเกีย 6700 สไลด์โฟน ในราคา 7,500 บาท นอกจากนี้ โนเกีย ยังได้แต่งตั้งบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ในการจัดจำหน่ายมือถือ N900 รองรับระบบสมาร์ทโฟน ส่วนเหตุผลที่ โนเกีย เลือก เอไอเอส เป็นผู้จัดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่รุ่นดังกล่าวนั้น เพราะ เอไอเอส เป็นผู้ประกอบการที่มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับหนึ่ง และ ในปีนี้ค่ายมือถือเริ่มให้ความสำคัญกับมือถือสมาร์ทโฟน โดยนายสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานการตลาด เอไอเอส กล่าวว่า ตลาดสมาร์ทโฟนในปีนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงโดยคาดว่ามีอัตราเติบโตอย่างน้อย 40% พร้อมกับปริมาณการใช้งานข้อมูล ที่คาดว่าจะเติบโตขึ้นถึง 100% ไม่เพียงเท่านี้ โนเกีย ยังเตรียมเปิดตัว N8 ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนเครื่องแรกที่ใช้ระบบปฏิบัติการซิมเบียนยกกำลัง 3 (Symbian^3) มาในรูปทรงบาร์หน้าจอขนาดเดียวกับไอโฟน พร้อมหน้าจอสัมผัสแบบ Capacitive ที่สามารถสัมผัสหลายจุดพร้อมกันหรือมัลติทัช ครบเครื่องทั้งมัลติทาสกิ้ง ปูทางสะดวกเครือข่ายสังคม และนานาบริการตระกูล Ovi กล้องมีความละเอียด 12 ล้านพิกเซล และ ยังเน้นการใช้งานเครือข่ายสังคม เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ ว่ากันว่าเครื่องรุ่นนี้ โนเกีย ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 16,000 บาท *** HTC เปิดตัว 2 รุ่น ขณะที่ HTC ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายต้น ๆ ในการนำมือถือสมาร์ทโฟนเข้ามาจำหน่ายเป็นรายแรกๆนั้น ในขณะนี้ HTC ได้เปิดตัวมือถือในไตรมาสสองไปแล้วจำนวน 2 รุ่น คือ HTC Legend แอนดรอยด์โฟนเวอร์ชัน 2.1 และ HTC HD mini วินโดว์สโฟน 6.5 ซึ่งเรื่องนี้ นายณัฐวัชร์ วรนพกุล ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เอชทีซี (ไทยแลนด์)ฯ เปิดเผยว่า ผลสำรวจของ ไอดีซี ได้ประกาศตัวเลขยอดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่รองรับระบบสมาร์ทโฟนอยู่ที่ 990,000 เครื่องนั้นเชื่อว่าน่าจะมีการปรับตัวลดลงเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง แต่ในส่วนของส่วนแบ่งการตลาดสมาร์ทโฟนของเอชทีซีในปีนี้ จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ที่ 26% อาจจะต้องปรับลดลงมาเหลือ 15-18% เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา นายณัฐวัชร์ ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า แม้ว่าส่วนแบ่งการตลาดสมาร์ทโฟนที่ปรับลดลงมาเหลือเท่ากับปีที่ผ่านมา ไม่ได้หมายความว่าเอชทีซีไม่เติบโต เนื่องจากยอดรวมสมาร์ทโฟนในปีนี้ มีแนวโน้มว่าจะปรับตัวสูงขึ้น แม้บริษัทจะได้ส่วนแบ่งเท่าเดิม แต่ยอดขายที่ได้ยังมีการเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน "ปัจจุบันเอชทีซีแบ่งสัดส่วนโทรศัพท์ออกเป็น วินโดว์สโฟน 30% แอนดรอยด์ 45% และ บรูว์ 25% ซึ่งขณะนี้วินโดว์สโฟนยังทำตลาดในส่วนขององค์กรเป็นหลักอยู่เช่นเดิม โดยถือเป็น 25% จากสัดส่วนรายได้ทั้งหมด ส่วนที่เหลือคือรายได้จากตลาดคอนซูเมอร์" *** 3 ค่ายมือถือ ปักธง ไอโฟน" สำหรับผู้ประกอบการมือถือแม้บางค่ายอย่าง เอไอเอส มีโมเดลสินค้าอยู่ในโรดแมปเพิ่มขึ้นอีก 1 ค่าย คือ โนเกีย แต่ เอไอเอส ยังปักธงมือถือ "BB" เพราะเป็นหนึ่งในสินค้าที่ทำให้ BB มีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นและเป็นที่รู้จักในท้องตลาด ขณะที่ ทรูมูฟ ได้รับการแต่งตั้งจาก โมโตโรล่า จำหน่ายมือถือรุ่นไมล์สโตน เช่นเดียวกับค่ายมือถือเบอร์รองอย่าง ดีแทค หรือ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ทรูมูฟ จำกัด ที่ยังเน้นไปตัวแบรนด์สินค้าอย่าง "BB และ ไอโฟน" เหตุผลที่ค่ายมือถือเน้นแบรนด์ "BB และ ไอโฟน" เพราะสามารถผลักดันยอดขายได้เพิ่มขึ้น และ เรื่องดังกล่าวก็มีตัวอย่างให้เห็นแล้ว อย่างกรณีที่ ดีแทค เผยผลประกอบการไตรมาสแรกของปีนี้มี รายได้และกำไรสุทธิเติบโต ผลจากการปรับตัวที่ดีขึ้นของสภาพเศรษฐกิจ และยอดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ-สมาร์ทโฟนทั้ง BlackBerry และ ไอโฟน ดีแทคระบุว่าตลอดไตรมาส 1 ปี 2553 (มกราคม-มีนาคม) ดีแทคมีกำไรสุทธิทั้งสิ้น 2,400 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ประมาณ 13.7% สูงกว่าไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) ราว 66.3% รายได้รวมตลอด 3 เดือนของดีแทคอยู่ที่ 17,600 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเติบโตขึ้น 3.9% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.7 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) และมีลูกค้าใหม่จำนวน 631,000 เลขหมาย ส่งให้ฐานลูกค้ารวมอยู่ที่ 20.3 ล้านเลขหมาย ในไตรมาสสองของปีนี้เชื่อว่าหลังม็อบสลายอย่างเป็นทางการบรรดาผู้ประกอบการเตรียมงัดกลยุทธ์เพื่อกระตุ้นยอดขาย และ สมรภูมิการแข่งขันช่วงชิงผู้นำย่อมเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!!! จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,529 9-12 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 |
|
| โดย Janya เมื่อ 11-05-2010 11:29:08 | |
| - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - | |
| "อีเอ็มซี" ปฏิวัติเทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูล | |
| อีเอ็มซี คอร์ปอเรชั่น เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ที่เรียกว่า FAST (fully auto mated storage tiering) เป็นเทคโนโลยีที่จะปฏิวัติวิธีการจัดเก็บและบริหารจัดการข้อมูลบนอีเอ็มซีสตอเรจ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการขององค์กรไอทีที่เผชิญหน้ากับการบริหารจัดการข้อมูลในองค์กรที่เติบโตและขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดย EMC FAST เทคโนโลยี คือการเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงข้อมูล โดยสามารถกำหนดเงื่อนไขได้จากวิธีการเรียกใช้ข้อมูลพื้นฐาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผลทางธุรกรรมมากขึ้น เนื่องจากเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง FAST software suite กับ flash drive, fiber channel drive และ SATA drive ที่จะเคลื่อนย้ายข้อมูลใน อีเอ็มซีสตอเรจแบบอัตโนมัติ เป็นผลให้องค์กรสามารถยกระดับการให้บริการได้ในระดับสูงขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บข้อมูลโดยรวมอย่างน้อย 20% และลดค่าใช้จ่ายการดำเนินงานโดยรวมอย่างน้อย 40% ให้กับองค์กร ขอบคุณที่มา จากประชาชาติธุรกิจ |
|
| โดย Janya เมื่อ 10-05-2010 17:41:04 | |
| - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - | |
| ไมโครซอฟท์หวั่นการเมือง กระทบแผนลงทุนระยะยาว | |
| นางสาวปฐมา จันทรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สถานการณ์ธุรกิจซอฟต์แวร์ช่วงนี้เริ่มเห็นแนวโน้มการชะลอตัวของตลาด โดยเฉพาะกลุ่มคอนซูเมอร์ ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากร้านค้าในบริเวณที่ชุมนุม โดยประเมินเบื้องต้นคาดว่ายอดขายลดลงราว 5-10% และการชะลอตัวของธุรกิจขนาดเล็ก แต่กลุ่มเอ็นเตอร์ไพร้ซส่วนใหญ่ยังคงแผนลงทุนไอทีต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ผลจากเหตุการณ์ไม่ปกติทางการเมืองยังส่งผลให้ผู้บริหารระดับสูงของไมโครซอฟท์ยกเลิกการเดินทางมาเยี่ยมตลาดไทยจากปกติมีนโยบายเดินทางเข้ามาเดือนละครั้ง นอกจากนี้ยังกระทบกับการจัดงานต่างๆ ไม่ได้ตามแผนที่กำหนดซึ่งเชื่อว่าหากยืดเยื้ออาจกระทบต่อการลงทุนในระยะยาว "ถ้ายืดเยื้อคิดว่ากระทบแน่ เพราะก็เริ่มเห็นการรีรอ เช่น การที่ผู้บริหารระดับสูงบินเข้าไทยไม่ได้ ทำให้การตัดสินใจลงทุนต่างๆ ก็กระทบหมด เพราะเวลาที่มาแต่ละครั้งก็จะมีสัญญาณการลงทุนต่างๆ รวมทั้งความต่อเนื่องของโครงการต่างๆ ที่ทำร่วมกับรัฐบาล ซึ่งหลายโครงการเราคุยมา 4 รัฐบาลแล้ว ถ้าต้องเลือกตั้งใหม่ ก็จะต้องเริ่มใหม่อีก" นางสาวปฐมา กล่าว พร้อมระบุว่า บริษัทกำลังเตรียมแผนต่อรองกับสำนักงานใหญ่ช่วงปิดปีงบประมาณอีกสอง เดือนข้างหน้า เพื่อปรับเป้าการเติบโต ซึ่งปัจจุบันยังเติบโตได้เป็นตัวเลขสองหลัก แต่ก็ต้องประเมินสถานการณ์อนาคตด้วย และการปรับแผนเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดตัวโปรแกรมใหม่ทั้ง "ออฟฟิศ 2010" และ "แชร์พอยท์" ที่มีกำหนดเปิดตัวพร้อมกันทั่วโลกเร็วๆ นี้ รวมทั้งการหามาตรการช่วยคู่ค้า ซึ่งกำลังเตรียมโปรโมชั่นช่วยกระตุ้นตลาด และอาจต้องชะลอ หรือปรับการลงทุน "รีเทล อินเวสเมนท์" ในลักษณะไมโครซอฟท์ แกลอรี่ จากที่เคยระบุไว้ว่าปีนี้จะลงทุนทำอีก 10 แห่ง โดยหันไปลงทุนทำในต่างจังหวัดก่อน อย่างไรก็ตาม เธอเผยว่า ช่วงนี้บริษัทก็เริ่มเห็นโอกาสทางธุรกิจ โดยซอฟต์แวร์กลุ่มคลาวด์ คอมพิวติ้ง, ยูนิไฟด์ คอมมูนิเคชั่น และดาต้า เซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นโซลูชั่นที่ช่วยให้ธุรกิจส่วนใหญ่ยังสามารถดำเนินต่อเนื่องได้ ล่าสุดบริษัทบรรลุข้อตกลงร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยให้เป็นผู้นำร่องใช้ซอฟต์แวร์ผ่านระบบ "คลาวด์ คอมพิวติ้ง" เนื่องจากมีความพร้อมในระบบโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเป็นต้นแบบการใช้งานในสถานศึกษา โดยเป็นความร่วมมือระยะยาวเพื่อให้เป็นต้นแบบการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอน ก่อนเตรียมแผนขยายการให้บริการคลาวด์ คอมพิวติ้งกับธุรกิจขนาดเล็กเป็นครั้งแรก เร็วๆ นี้ นายจีรเดช อู่สวัสดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการต่อยอดนโยบาย "ไฮบริด เลิร์นนิ่ง 2.0" ที่เริ่มมาแล้ว 3 ปี ซึ่งหอการค้าได้ลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับซอฟต์แวร์หลักหลายร้อยล้านบาท เพื่อให้สามารถใช้งานได้ทุกแพลตฟอร์ม เช่น พีซีและมือถือ รวมทั้งการเข้าถึงข้อมูลได้จากทุกที่โดยผ่านเทคโนโลยีคลาวด์ คอมพิวติ้ง "นักศึกษาทุกคนจะได้รับสิทธิเข้าใช้ซอฟต์แวร์ของไมโครซอฟท์ได้ฟรี เช่น ออฟฟิศ ไลฟ์ เวิร์ค สเปซ จนจบการศึกษา และสามารถต่อยอดการใช้งานในเชิงพาณิชย์ได้หลังจากจบการศึกษา" ขอบคุณที่มาจาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ |
|
| โดย Janya เมื่อ 10-05-2010 17:31:26 | |
| - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - | |
| "เดอะ บีทเทิ่ลส์ สเตริโอ USB" สำหรับแฟน4เต่าทอง | |
| สร้างสีสันให้นักสะสมด้วย USB The Beatles สุดล้ำสมัยขนาดความจำ 16GB ครบถ้วน ทั้งเพลง ภาพ และคลิปวีดีโอจากทุกอัลบั้ม มีเพียง 30,000 ชิ้นทั่วโลก... ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทแอปเปิ้ล คอร์ป (Apple Corp.) ค่ายต้นสังกัดของวง สี่เต่าทอง เดอะ บีทเทิ่ลส์ (The Beatles) สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ให้กับวงการดนตรีโลกอีกครั้ง หลังจากปี 2552 ที่ผ่านมาได้เปิดตัวอัลบั้ม เดอะ บีทเทิ่ลส์ รีมาสเตอร์ The Beatles: Re-Mastered กับการปรับปรุงเสียงเพลงทุกอัลบั้มของเดอะ บีทเทิ่ลส์ ด้วยระบบดิจิตอล จนทำให้ทั้งโลกตะลึงมาแล้ว ในปี 2553 นี้ บรรดาแฟนๆ ของวงสี่เต่าทองและนักสะสมทั้งหลาย จะต้องประหลาดใจอีกระลอกกับ เดอะ บีทเทิ่ลส์ สเตริโอ USB The Beatles Stereo USB นวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่จะเปลี่ยนแปลงประสบการณ์ทางดนตรีในแบบที่คาดไม่ถึง ด้วยยูเอาบีไดร์ฟสุดพิเศษที่ออกแบบมาอย่างสวยงาม เป็นทรงลูกแอปเปิ้ลสีเขียวเมทัลลิค ขนาดความจำ 16 กิ๊กกะไบต์ (16 GB) เมื่อเชื่อมต่อ USB เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ คุณจะสามารถเข้าไปท่องโลกแห่งเสียงเพลงของ เดอะ บีทเทิ่ลส์ ได้อย่างครบถ้วน ทั้งเพลง ภาพ และ คลิปวีดีโอจากทุกอัลบั้ม ผ่านทางเมนูการใช้งานที่ง่าย, สวยงาม และ ครบถ้วน และ ด้วยคุณภาพเสียงที่ดีเยี่ยมเหมือนซีดี ทำให้ทุกคนที่ได้ ผู้ที่เคยลองใช้ เดอะ บีทเทิ่ลส์ สเตริโอ USB ต่างให้ความเห็นบอกว่า เหมือนเป็นการย่อส่วนซีดี The Beatles Box Set ขนาดใหญ่ เอามาไว้ในลูกแอปเปิ้ล USB เล็กๆ เพียงลูกเดียว ที่สำคัญ เดอะ บีทเทิ่ลส์ สเตรีโอ USB ถูกผลิตขึ้นมาในจำนวนที่จำกัดมากๆ เพียง 30,000 ชิ้นทั่วโลกเท่านั้น โดยวอร์นเนอร์ มิวสิค ก็เอาใจแฟนเพลงชาวไทยและบรรดานักสะสม ด้วยการนำเข้า เดอะ บีทเทิ่ลส์ สเตรีโอ USB มาจำหน่าย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ทางดนตรีสุดล้ำสมัยได้แล้ว ข่าวจาก : ไทยรัฐ วันที่ : 7 พฤษภาคม 2553 เวลา 15:07 น. |
|
| โดย Janya เมื่อ 07-05-2010 18:00:20 | |
| - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - | |
| ไมโครซอฟท์ โต้ฮอตเมล์ไม่เคยเรียกเก็บเงิน | |
| บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด เต้นรุดแจง เรื่องฟอร์เวิร์ดอีเมล์แอบอ้างเกี่ยวกับการปิดบัญชีอีเมล์ Hotmail ในประเทศไทย ที่กำลังกระจายไปยังผู้ใช้งาน... ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากที่มีฟอร์เวิร์ดอีเมล์ฉบับหนึ่ง อ้างว่า เซิร์ฟเวอร์ที่ให้บริการของไมโครซอฟท์เต็ม เนื่องจากมีผู้ใช้บริการ Hotmail ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ไมโครซอฟท์ จึงจะดำเนินการปิดการให้บริการสำหรับบัญชีอีเมล์ที่ไม่มีการใช้ งาน และ เพื่อให้สามารถใช้บริการ Hotmail ต่อไปได้ ผู้ใช้งานจะต้องส่งต่ออีเมล์ฉบับนี้ไปให้ทุกคนในรายชื่อผู้ติดต่อของตนเอง รายงานข่าวแจ้งว่า บริษัทไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ประกาศขอชี้แจงให้ผู้ใช้บริการทุกท่านทราบถึงนโยบายเกี่ยวกับบัญชีอีเมล์ที่ไม่มีการใช้งาน ดังนี้ บัญชีอีเมล์ฟรีทุกบัญชีของ Hotmail จะจัดเป็นบัญชีอีเมล์ที่ไม่มีการใช้งานก็ต่อเมื่อ ไม่มีการลงชื่อเข้าใช้บริการมากกว่า 270 วัน หรือ ไม่มีการลงชื่อเข้าใช้บริการภายใน 10 วันแรก หลังจากลงทะเบียนใช้บริการ และหลังจากที่บัญชีอีเมล์ นั้นๆ กลายเป็นบัญชีอีเมล์ที่ไม่มีการใช้งาน ทุกข้อความ โฟล์เดอร์ และ รายชื่อผู้ติดต่อจะถูกลบ และทุกข้อความที่ส่งถึงอีเมล์นั้นจะได้รับข้อความตอบกลับว่าไม่สามารถส่งข้อความได้ ในกรณีมีการเปลี่ยนแปลงการให้บริการหรือกฎระเบียบต่างๆ ไมโครซอฟท์จะมีการแจ้งข้อมูลให้ผู้ใช้บริการได้ทราบผ่านช่องทางต่างๆ อย่างเป็นทางการ ดังนั้น เราขอแจ้งเตือนให้ทุกผู้ใช้บริการได้ทราบว่า ฟอร์เวิร์ดอีเมล์แอบอ้างดังกล่าวไม่ได้มาจากไมโครซอฟท์ และขอความร่วมมือไม่ส่งต่ออีเมล์ดังกล่าว เพื่อลดจำนวนอีเมล์ขยะ ข่าวจาก : ไทยรัฐ วันที่ : 7 พฤษภาคม 2553 เวลา 15:07 น. |
|
| โดย Janya เมื่อ 07-05-2010 17:59:22 | |
| - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - | |
| เอสเอ็มอีไทยบวกไอที ทิศทางสร้าง เอสเอ็มอี กสอ. | |
| กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ให้การสนับสนุนเอสเอ็มอีในภาคอุตสาหกรรมในรูปแบบของการสร้างภูมิต้านทาน สำหรับภาพของการพัฒนาเอสเอ็มอีในอนาคตนั้น ทางกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมมองว่าจะเป็นการพัฒนาเอสเอ็มอีให้ไปสู่การแข่งขันในระดับประเทศได้ และมีความเข้มแข็ง ประเด็นที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ เรื่องความเสี่ยงที่ไม่คาดฝัน เช่นปัญหาทางการเมือง ร้านค้าต่าง ๆ ห่วงโซ่ ภาคบริการ รายย่อยปิดตัวลงไปจากผลทางการเมือง แต่หากมองในสเต็ปต่อไป การค้าขายในระดับนานาประเทศ เหล่านี้เป็นปัจจัยที่เอสเอ็มอีจำเป็นจะต้องเข้าถึงไอทีมากขึ้น "ประชาชาติธุรกิจ" สัมภาษณ์อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม อาทิตย์ วุฒิคะโร กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาเอสเอ็มอีในครึ่งปีหลังดังนี้ - ในครึ่งปีหลังทางกรมส่งเสริมการส่งออกมีแนวทางในการพัฒนาเอสเอ็มอีทางด้านไอทีอย่างไร ภารกิจของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมนั้น เรามองใน 4 ยุทธศาสตร์หลักก็คือ 1.ในเรื่องการสร้างพัฒนาผู้ประกอบการ 2.การพัฒนาอุตสาหกรรมให้เติบโตและยั่งยืน 3.การสนับสนุนปัจจัยต่อการประกอบธุรกิจอุตสาหกรรม และ 4.การพัฒนาประสิทธิภาพองค์กร ในโครงการ ECIT เป็นโครงการที่นำเอาไอทีมาใช้กับเอสเอ็มอีอย่างจริงจัง โดยโครงการนี้เป็นโครงการต่อเนื่อง 3 ปี ตั้งแต่ ปี2552-2554 สำหรับตัวโครงการ เป็นการส่งเสริมให้เอสเอ็มอีหันมาใช้ซอฟต์แวร์ ERP ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ในการสร้างโมเดลการใช้ผ่านทาง cloud ซึ่งหมายความว่าเอสเอ็มอีไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซื้อซอฟต์แวร์ และอุปกรณ์มาติดตั้งทั้งหมด แต่สามารถเข้าไปใช้ระบบผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้เลย ซึ่งก็มีการใช้กันอยู่บ้าง แต่จะใช้บริการเครือข่ายในต่างประเทศเพราะผู้ประกอบการยังไม่เชื่อมั่นผู้ให้บริการในไทย แต่ครั้งนี้เราหาคนกลางที่น่าเชื่อถือ เราร่วมมือกับบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ในการสร้างระบบเครือข่าย โดยที่มีผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ ERP เข้าร่วม โดยในปีแรก 2552 มีบริษัทซอฟต์แวร์ที่เข้าร่วมโครงการ 9 บริษัท มีเอสเอ็มอีใช้บริการทั้งหมด 78 ราย สำหรับในปีนี้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้จัดสรรงบประมาณ 38.25 ล้านบาท จะมีการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ก็คือ การส่งเสริมให้มีเอสเอ็มอีที่จะเข้ามาใช้บริการไม่ต่ำกว่า 150 ราย ในส่วนที่สองก็คือ การต่อยอดในการพัฒนาระดับ E-marketplace ผ่าน thaitechno.net เพื่อสร้างร้านค้าให้กับธุรกิจอุตสาหกรรม ซึ่งจะมีเทคโนโลยี พระจอมเกล้าพระนครเหนือเข้ามาบริหารให้เกิดมูลค่าเพิ่มมากขึ้น โดยจะมีทั้งการอบรมให้กับผู้ประกอบการที่จะใช้ E-marketplace จำนวน 300 ราย จัดสัมมนา เพื่อสร้างการรับรู้อีก 1,000 ราย โครงการนี้เป็นการทำงานที่ร่วมกันหลายผ่าย อาทิ SIPA ทีโอที และสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย ATSI ที่เราคิดว่าไม่เคยมีหน่วยงานไหนร่วมมือจริงจังอย่างนี้มาก่อน - ในส่วนของปัญหาการเมืองมีผลกระทบกับเอสเอ็มอีภาคอุตสาหกรรมอย่างไร มีผลกระทบนิดหน่อย อุตสาหกรรมบางส่วนปกติเคยส่งขายให้กับผู้ประกอบการย่านราชประสงค์ ก็ย้ายมาขายส่งที่ห้างชานเมืองแทน ประกอบกับการส่งออกและเศรษฐกิจโลกเริ่มดีขึ้น ทำให้ในแง่ของภาคอุตสาหกรรมไม่กระทบมากนักในตอนนี้ แต่ในแง่ของเอสเอ็มอีที่กระทบในพื้นที่ราชประสงค์ เราก็มีเอสเอ็มอีแบงก์ที่เข้าไปให้สินเชื่ออยู่แล้ว ส่วนการอบรมผู้ประกอบการเราก็ทำตามปกติ ด้วยงบฯปกติ เพราะไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไร หน้าที่ของเราก็คือทำให้คนมีความรู้ พร้อมรับสถานการณ์ แต่ที่ดูจะแย่ก็คือภาคบริการ ท่องเที่ยวที่เชียงใหม่ ผู้ประกอบการในย่านไนท์บาซาร์ ไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามา ในทางกลับกัน ถ้ามีเหตุการณ์วุ่นวาย พฤติกรรมคนจะอยู่ที่ บ้าน คนใช้จ่ายจะอยู่ตามบ้านมากขึ้น ธุรกิจเว็บไซต์น่าจะโตขึ้น ไอทีโตขึ้น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ เว็บข่าว คนจะเข้าไปเช็กข่าวในเว็บไซต์ ธุรกิจออนไลน์ ในเหตุการณ์แบบนี้ โตขึ้น สอดคล้องกับโครงการที่เราได้ทำต่อเนื่องในเวลานี้ - สำหรับนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมมองการพัฒนาเอสเอ็มอีอย่างไร อยากให้ลองดูโมเดลจากหลายประเทศ อย่างเช่น โมเดลเกาหลี เราเน้นรายใหญ่เป็นหัวกระสุนนำประเทศไป พอทำมาระยะหนึ่ง เขามีตัวที่จะเปรียบเทียบคือญี่ปุ่น เพราะให้รายใหญ่ทำอย่างเดียวทำไม่ไหว ต้องใช้ เอสเอ็มอีด้วย และมองในอนาคต เขาก็เอาไอทีมาร่วมด้วย นำการวิจัยพัฒนา สร้างคน และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาตลอด โมเดลไต้หวัน เน้นเอสเอ็มอีที่มีความรู้และสร้างนวัตกรรม ไต้หวันใช้หลักการบ่มเพาะร่วมมหา"ลัยกว่า 41 แห่ง ค่อย ๆ พัฒนาจากบริษัทเล็กกลายเป็นบริษัทใหญ่ แต่ที่สำคัญคือไต้หวันค้าขายเก่ง สำหรับของไทยเรา ต้องการความต่อเนื่อง และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ต้องไม่ฉาบฉวย ปัญหาคือรูปแบบภายนอกของเราได้ แต่เนื้อหา อุตสาหกรรมพื้นฐานไม่แกร่ง เราเน้นการสนับสนุนในระยะสั้นทำให้การพัฒนาค่อนข้างขาดตอน แต่หากมองในภาคอุตสาหกรรมตัวที่ทำมาหากิน ที่เราถือว่าใช้ได้ในตอนนี้ เช่น อาหาร อัญมณี สิ่งทอ แต่ในอนาคตไม่แน่ใจ แต่สิ่งเหล่านี้เป็นความถนัดของเรา นอกจากนี้ เรายังมีอุตสาหกรรมหลายตัว เราพยายามจนทำได้ดี เช่น ชิ้นส่วน ยานยนต์ ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์บางส่วน ในส่วนอุตสาหกรรมสนับสนุน ตัวไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ เราพัฒนาไปได้หลายส่วน ลดการนำเข้า มีการผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ ตรงนี้เราต้องใช้เวลาพัฒนา อย่างแผนพัฒนาอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ ในวลา 5 ป ได้มา 1,000 ล้านบาท ไม่เต็มที่ เรารู้ว่าเราจะไปทางไหน แต่ถ้าหากว่ารัฐบาลได้มองระยะกลางและยาว จัดสรรให้เพิ่มเติมในหน่วยที่มีการสร้างผลผลิต เราคิดว่าจะทำให้การพัฒนาได้เทียบเทียมคนอื่นได้ ในภาคการผลิตเราทำได้ดีแต่ได้กำไรน้อย เพราะคนซื้อรู้ต้นทุน แต่การค้าเราจะทำอย่างไร ในส่วนของกรมฯก็มอง และได้ส่งสัญญาณให้สำนักพัฒนาผู้ประกอบการให้ใส่ในเรื่องของผู้ประกอบการสากล เพื่อไปแข่งขันในอาเซียน เพราะมีช่องทาง และผลิตภัณฑ์หลายตัวเป็นที่รู้จักที่เราทำได้ในงบฯที่จำกัด ในการเชื่อมโยงกับต่างประเทศ วันนี้เรามีงบฯ 900 กว่าล้านบาท งบฯ 600 ล้านบาท ที่มาใช้สนับสนุนในเรื่องที่กล่าวมาทั้งหมด ซึ่งก็พอไปแค่ระดับหนึ่ง ขอบคุณที่มาจาก ประชาชาติธุรกิจ |
|
| โดย Janya เมื่อ 06-05-2010 17:33:12 | |
| - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - | |
| "คลาวด์คอมพิวติ้ง" เมื่อกลุ่มเมฆปรากฏชัด | |
เทคโนโลยีที่ต้องจับตาในปีนี้คงหนีไม่พ้น "คลาวด์คอมพิวติ้ง ซึ่งกำลังถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงกันบ่อยขึ้น "คลาวด์คอมพิวติ้ง" หรือการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆนั้น อธิบายค่อนข้างยากและซับซ้อน โดยเฉพาะผู้ที่ไม่อยู่ในแวดวงไอที แต่แนวคิดที่เข้าใจง่าย อธิบายได้ว่า คือการใช้งานด้านไอที โดยการดึงพลัง และสมรรถนะจากคอมพิวเตอร์หลาย ๆ ตัว อาจตั้งอยู่ในห้องเดียวกัน หรือห่างไกลกันคนละซีกโลก ให้มาทำงานสอดประสานกัน เพื่อช่วยขับเคลื่อนการ บริการด้านไอที ประโยชน์ของคลาวด์คอมพิวติ้ง คือช่วยลดความซับซ้อน ยุ่งยาก ประหยัดพลังงาน ประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะองค์กรไม่จำเป็นต้องลงทุนมากมายกับโครงสร้างพื้นฐาน ไอทีของตนใหม่ อีกทั้งผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้บริการเฉพาะอย่าง หรือเลือกเสียค่าใช้จ่ายตรงกับความต้องการ ซึ่งสอดรับกับงบประมาณของตนได้ ส่งผลให้องค์กรด้านไอทีต่าง ๆ เริ่มมองหาและศึกษาการใช้งานของคลาวด์คอมพิวติ้งมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดย่อมไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนภายในและ ต่างประเทศ ในธุรกิจหลากหลายประเภทอีกด้วย ไมโครซอฟท์เคยประเมินว่า คลาวด์ฯจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในไทยได้ประมาณ 1.8 แสนล้านบาท มากกว่าเครือข่าย 3G ที่คาดมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 1.7 แสนล้าน ปัจจุบัน บริษัทผู้ให้บริการระบบไอทีและโซลูชั่นรายใหญ่ต่างเดินหน้ารุกตลาดอย่างจริงจัง และมีความเคลื่อนไหวทำตลาดในประเทศไทยมากขึ้น จากเดิมเป็นเพียงแค่คอนเซ็ปต์จากต่างประเทศเท่านั้น เริ่มจากการผนึกกำลังของ 3 ค่ายใหญ่ คือซิสโก้ เน็ตแอพ และวีเอ็มแวร์ ส่งผลิตภัณฑ์และสถาปัตยกรรมที่ชื่อว่า "Secure Multi-Tenancy Design Architecture" รุกตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นรากฐานของระบบคลาวด์คอมพิวติ้ง เจาะกลุ่มลูกค้าองค์กร โดยอาศัยจุดแข็งของแต่ละบริษัทเป็นจุดขาย แต่มีการดีไซน์ซัพพอร์ตร่วมกัน เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง "ณัฐศักดิ์ โรจนพิเชฐ" กรรมการผู้จัดการ ออราเคิล หนึ่งในบริษัทที่เดินหน้าบุกตลาดคลาวด์ฯ อย่างชัดเจน กล่าวว่า ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คลาวด์คอมพิวติ้งได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากองค์กรต่าง ๆ เพราะคุณสมบัติเด่นคือความสามารถในการเข้าใช้แหล่งทรัพยากรด้านการประมวลผลตามความต้องการ ทำให้ฝ่ายไอทีที่ได้รับงบประมาณอย่างจำกัด แต่ยังต้องปรับปรุงบริการ ลดค่าใช้จ่าย ให้ความสนใจมากขึ้น ประโยชน์ของคลาวด์ฯ คือค่าใช้จ่ายต่ำ ความยืดหยุ่นสูง การเข้าถึงทรัพยากรได้ตามความต้องการ พร้อมทั้งลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และการบริการมีคุณภาพ สำหรับออราเคิลมีบริการเทคโนโลยีเพื่อช่วยให้ลูกค้าสร้างระบบคลาวด์ฯส่วนตัว รวมถึงยังเสนอแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ใน รูปแบบของบริการ (SaaS : Software as a Service) เป็นรูปแบบของการเสียค่าบริการตามทรานแซ็กชั่นที่ใช้งาน ไม่ต้องลงทุนเองทั้งหมด เป็นต้น ขณะที่ "ไอบีเอ็ม" ยักษ์สีฟ้าเริ่มรุกตลาดคลาวด์ฯให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมเช่นกัน หลังจากมีจุดแข็งมานานและมีพื้นฐานเทคโนโลยีการประมวลผลขั้นสูงของเซิร์ฟเวอร์มาก่อน ล่าสุดไอบีเอ็มเปิดตัวโครงการอคาเดมิกอินิทิเอทีฟ (Academic Initiative) ในประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการศึกษาแก่อาจารย์ นิสิต นักศึกษา นักพัฒนาซอฟต์แวร์ให้มีโอกาสเข้าถึง ทดลองใช้ หรือศึกษาคอร์สเวิร์กชั้นนำของไอบีเอ็มผ่านระบบคลาวด์คอมพิวติ้ง จุดประสงค์เพื่อสนับสนุนให้คณาจารย์ นิสิต นักศึกษา และนักพัฒนาซอฟต์แวร์ได้มีโอกาสพัฒนาความรู้ ความสามารถ ทักษะมากขึ้น ขณะที่ฝั่งภาครัฐของไทยมีการผลักดันตลาดคลาวด์คอมพิวติ้งเช่นกัน แม้ว่ายังอยู่ในขั้นเริ่มต้น และดาต้าเซ็นเตอร์หรือหน่วยงานที่ลงทุนใช้คลาวด์คอมพิวติ้งยังมีให้เห็นไม่มากนัก แต่ถือเป็นสัญญาณบ่งชี้ประเทศไทยให้ความสำคัญกับคลาวด์คอมพิวติ้ง ไม่น้อย เช่นซอฟต์แวร์พาร์ค (เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย) ได้จัดทำโครงการพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยบนเทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้ง ซึ่งร่วมกับบริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ หรือทรูไอดีซี และองค์กรต่าง ๆ จากภาครัฐและเอกชน เพื่อเพิ่มความรู้ความสามารถของผู้ประกอบการซอฟต์แวร์และองค์กรในประเทศไทย เกี่ยวกับการพัฒนาซอฟต์แวร์บนคลาวด์คอมพิวติ้ง โดยทรูไอดีซีลงทุนสร้างระบบคลาวด์สาธารณะประมาณ 4 ล้านบาท และสนับสนุนบริการต่าง ๆ บนคลาวด์ฯด้วย คาดว่าภายในปี 2553 จะสามารถเตรียมความพร้อมสำหรับซอฟต์แวร์ที่จะ เข้ามาทำงานบนระบบคลาวด์คอมพิวติ้งได้ประมาณ 20 โซลูชั่น จากปัจจุบันประเทศไทยมีซอฟต์แวร์ที่ไทยเข้าสู่ระบบคลาวด์ คอมพิวติ้งอยู่ประมาณ 20 ราย ขอบคุณที่มาจาก ประชาชาติธุรกิจ |
|
| โดย Janya เมื่อ 06-05-2010 17:32:14 | |
| - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - | |
| ผูกพัน มั่นใจเกินร้อย ณรงค์ อิงค์ธเนศ ขึ้นแท่น Executive Director | |
| บริษัท อีซีเอส โฮลดิงส์ จำกัด ประกาศแต่งตั้ง ณรงค์ อิงค์ธเนศ ประธานบริหาร บริษัท เดอะแวลลูซิสเตมส์ จำกัด ขึ้นดำรงตำแหน่ง Executive Director ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลด้านระบบปฏิบัติการธุรกิจทั้งหมดของภูมิภาคนี้ สืบเนื่องจาก เทย์ เอ็ง โฮ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของกลุ่มอีซีเอส ประกาศเกษียณตนเองไปเมื่อสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้มีการทบทวนถึงโครงสร้างการบริหารงานในกลุ่มอีซีเอสใหม่ จึงเป็นที่มาของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในแง่ของโครงสร้างการบริหารงานและการปฏิบัติการ ด้วยการแต่งตั้ง ณรงค์ อิงค์ธเนศ ประธานบริหาร บริษัทเดอะแวลลูซิสเตมส์ จำกัด ขึ้นดำรงตำแหน่ง Executive Director ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดในภูมิภาคนี้ สำหรับตำแหน่งนี้ ณรงค์จะขึ้นกับส่วนงานบริหารสูงสุดของอีซีเอส หรือ Corporate Executive Office โดยขึ้นตรงต่อทั้งประธานบริหารของกลุ่มอีซีเอส ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันดีว่า ณรงค์เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งอีซีเอส กรุ๊ป ที่เพียบพร้อมด้วยประสบการณ์อันโชกโชนในด้านอุตสาหกรรมไอซีที และยังมีสายสัมพันธ์อันดีเยี่ยมกับเหล่าเวนเดอร์ของบริษัท ด้วยเหตุนี้เขาจึงได้รับความเชื่อมั่นว่าจะร่วมมือกับทีมบริหารของอีซีเอส ช่วยผลักดันและสร้างโอกาสการเติบโต รวมถึงวางรากฐานอันแข็งแกร่งให้อีซีเอสยืนหยัดอยู่ในตลาดภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างสง่างาม นอกจากนี้ ณรงค์ยังได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารของบริษัทสาขาของอีซีเอส แทนที่ตำแหน่งของ เทย์ เอ็ง โฮ จึงเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าจากโครงสร้างการบริหารงานใหม่นี้ จะทำให้ทั้งการปฏิบัติงานและการดำเนินธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ส่งผลให้อีซีเอสสามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ฉับไวยิ่งขึ้นกว่าคู่แข่งขัน และเชื่อว่า ณรงค์จะสามารถสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจของอีซีเอส และสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้กับอีซีเอสได้เป็นอย่างมาก ต้องขอขอบคุณ เดวิด ลี ประธานคณะกรรมการบริหารของอีซีเอส โฮลดิงส์ ที่ให้ความไว้วางใจและเชื่อมั่นในตัวผม สำหรับตัวผมเองก็มีแผนที่จะเกษียณตัวเองในเร็ววันนี้แล้วเหมือนกัน แต่ด้วยความผูกผันที่มีต่อกลุ่มอีซีเอส ที่ผมเองเป็นหนึ่งในผู้ที่ก่อตั้งขึ้นมา จึงมีความตั้งใจที่จะเข้ามาช่วยทำงานและสร้างความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มยิ่งขึ้น และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือถ้าการทำงานของกลุ่มอีซีเอสสามารถดำเนินไปได้ด้วยดีก็จะส่งผลดีต่อแวลลูฯ ซึ่งเป็นบริษัทที่ผมสร้างขึ้นมาเองกับมือด้วยเช่นกัน ขอบคุณที่มาจาก หนังสือพิมพ์ Telecom journal ออนไลน์ |
|
| โดย Janya เมื่อ 04-05-2010 16:53:10 | |
| - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - | |
| จุดสตาร์ท "อี-บุ๊ก" ไทย กระแสที่ต้องกระโดดใส่ | |
| และแล้วกระแสที่เกิดขึ้นจากทั่วโลกกับปรากฏการณ์ "อี-บุ๊ก" ก็ได้เข้าสู่เมืองไทยอย่างเต็มตัว และดูเหมือนว่าทุกคนที่เกี่ยวข้องกับกระแสดังกล่าวจะพร้อมใจกันกระโดดเข้าใส่อี-บุ๊กเพื่อไม่ให้ตกกระแสที่เกิดขึ้น แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีความวิตกต่างๆ นานาว่าอี-บุ๊กจะทำลายวงการสิ่งพิมพ์หรือไม่ก็ตาม แต่ ณ วันนี้อี-บุ๊กคือทางเลือกใหม่ ช่องทางใหม่ และโอกาสใหม่ของทุกคนที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งหมด ว่ากันว่าอะเมซอนวันนี้ขายคอนเทนต์สำหรับอี-บุ๊กกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมดแล้ว ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นถึงสัญญาณความต้องการและการเติบโตแบบก้าวกระโดดของอี-บุ๊ก โดยมีการคาดการณ์ว่าภายในปีนี้หรือปีหน้า อี-บุ๊กจะกลายเป็นพระเอกตัวจริงในโลกแห่งนี้ กลุ่มทรูฯ โดยทรู ดิจิตอล คอนเท้นท์ แอนด์ มีเดีย ชิงเปิดตัว TrueDigitalBookstore เพื่อเป็นคลังหนังสือดิจิตอลที่จะเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมการอ่านรูปแบบใหม่ที่รวบรวมหลากหลายคอนเทนต์ในรูปแบบดิจิตอล จากพันธมิตรสำนักพิมพ์ชั้นนำและนักเขียนอิสระ เพื่อตอบสนองนักอ่านยุคใหม่ที่ปัจจุบันนิยมรับรู้ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และมีความคุ้นเคยกับอุปกรณ์สื่อสารไฮเทค "อี-บุ๊กคือทางเลือกใหม่ของนักอ่าน คือช่องทางใหม่สำหรับสำนักพิมพ์และนักเขียน และเป็นโอกาสของค่ายผู้ผลิตดีไวซ์" เป็นคำกล่าวของ มานะ ประภากมล ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจพับลิเคชั่น บริษัท ทรู ดิจิตอล คอนเท้นท์ แอนด์ มีเดีย จำกัด และว่า คลังหนังสือดิจิตอล TrueDigitalBookstore มีเป้าหมายคือเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคคนไทยและเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะเผยแพร่คอนเทนต์ดีๆ ให้เป็นที่รับรู้และเข้าถึงในกลุ่มคนจำนวนมากขึ้น โดยสำนักพิมพ์จะเป็นผู้คัดเลือกคอนเทนต์ โดยในช่วงแรกนี้มีสำนักพิมพ์ชั้นนำร่วม 20 ราย ทั้งนานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์ วิบูลย์กิจ ลีลาบุ๊ค สถาพรบุ๊คส์ ไอดีซี พรีเมียร์ แสงดาว Bear Publishing บิสซี่เดย์ บุ๊คสไมล์ ฟิวเจอร์ เกมเมอร์ ทิบไทยอินเตอร์บุ๊ค มาร์เก็ตเทียร์ โพรวิชั่น เคล็ดไทย ดีเอ็มจีบุ๊คและประพันธ์สาส์น ทรูฯ จะนำคอนเทนต์ที่ได้จากสำนักพิมพ์มาประยุกต์เป็นรูปแบบดิจิตอล ทำให้คลังหนังสือดิจิตอลแห่งนี้ครอบคลุมเนื้อหาทั้งนวนิยาย เรื่องสั้นและวรรณกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การ์ตูน ความรู้ ธรรมะ ท่องเที่ยว สุขภาพความงามและอื่นๆ มานะเชื่อว่า TrueDigitalBookstore จะพลิกโฉมไลฟ์สไตล์การอ่านของคนยุคปัจจุบัน เพิ่มความสะดวกสบายทำให้ผู้อ่านเข้าถึงเนื้อหาสาระของหนังสือที่ชื่นชอบได้ทุกที่ทุกเวลา ทั้งยังสามารถเก็บไว้อ่านได้ตลอดไปโดยไม่ต้องกังวลว่าจะเก่าหรือฉีกขาด รวมทั้งไม่กินเนื้อที่จัดเก็บ และที่สำคัญหนังสือรูปแบบดิจิตอลมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการซื้อหนังสือหรือสิ่งพิมพ์ที่เป็นรูปเล่ม นอกจากนี้จะเป็นการเพิ่มช่องทางธุรกิจใหม่กับพันธมิตรสำนักพิมพ์ทุกราย "เรามั่นใจว่าด้วยจุดเด่นของหนังสือยุคดิจิตอลและเทรนด์การอ่านรูปแบบใหม่ที่กำลังมาแรงทั่วโลก รวมทั้งความพร้อมด้านเทคโนโลยี การจัดการ และระบบชำระเงินที่ครบวงจรของกลุ่มทรูฯ จะทำให้ทรูดิจิตอลบุ๊กสโตร์นี้เป็นคลังหนังสือดิจิตอลที่ใหญ่ที่สุดของไทยในสิ้นปีนี้" และเพื่อให้เกิดกระแสเทรนด์ใหม่นี้ ทรูฯ ได้ร่วมกับผู้ผลิตอุปกรณ์อี-รีดเดอร์อย่างเบ็นคิว จัดโปรโมชั่นแพกเกจสำหรับผู้สนใจ 100 คนแรกที่สมัครเป็นสมาชิกทรูดิจิตอลบุ๊กสโตร์แพกเกจรายปีราคา 11,999 บาท รับอี-รีดเดอร์จากเบ็นคิวทันที และรับสิทธิ์ดาวน์โหลดดิจิตอลบุ๊ก ฟรีตลอดปีรวม 2 หมื่นบาท อีกปัจจัยหนึ่งที่น่าจะส่งผลให้กระแสของ "อี-บุ๊ก" ยิ่งเติบโตแบบก้าวกระโดด คือการมาของไอแพด ซึ่งเป็นเครื่องลูกผสมที่มีความสามารถของการเป็นเครื่องอ่านหนังสือด้วย เพราะเพียงวันแรกที่ไอแพดของแอปเปิลออกสู่ท้องตลาดก็มียอดขายไปแล้วกว่า 3 แสนเครื่อง และขณะนี้ก็มียอดขายมากกว่า 5 แสนเครื่องแล้ว นอกจากนี้แอปเปิลยังมีการเปิด iBook Store ที่แอปเปิลหวังว่าจะทำให้เป็นเหมือนกับไอพอด ไอจูนส์ ด้วยการดึงสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ ที่รวมถึงนิตยสารดังๆ และหนังสือพิมพ์ที่มีชื่อเสียงหลายฉบับเข้าไว้ด้วยกัน จุดนี้เองน่าจะมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้กระแสของอี-บุ๊กยิ่งได้รับความนิยมอย่างท่วมท้นเมื่อได้แรงบวกจากฝั่งสาวกแอปเปิลทั่วโลก เมื่อเห็นกระแสอี-บุ๊กที่กำลังเกิดขึ้น กระแสนี้มีทั้งแง่บวกและลบ โดยผู้อ่านได้รับประโยชน์จากราคาหนังสือที่ถูกลง พกพาง่าย ส่วนนี้สามารถช่วยขยายฐานผู้อ่านได้มากขึ้น ขณะเดียวกันนักเขียนหน้าใหม่มีโอกาสแจ้งเกิดได้ง่ายขึ้น แต่ในทางลบในการมาของอี-บุ๊กนั้น คือเรื่องของยอดขายหนังสือที่จะลดลง การละเมิดลิขสิทธิ์และการทำธุรกิจในปัจจุบันอาจจะเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ ซึ่งธุรกิจสิ่งพิมพ์และส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องจะต้องรับกับกระแสที่เกิดขึ้นให้ได้และแปรเปลี่ยนเป็นโอกาสใหม่ๆ แทนที่จะได้รับผลกระทบจากอี-บุ๊ก โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 29 เมษายน 2553 10:27 น. |
|
| โดย Janya เมื่อ 04-05-2010 16:51:55 | |
| - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - | |
| 123456789101112131415161718192021222324252627282930313233343536373839404142434445464748 |